ICSI คืออะไร? เจาะลึกเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์สำหรับมีบุตรยาก
ICSIหรือการฉีดอสุจิ Intracytoplasmicคือระบบปกติของเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ที่ต่อเนื่องเป็นเวลานานในผู้ที่มองเห็นภาวะมีบุตรยาก ICSI เป็นขั้นตอนที่ละเอียดและต่อเนื่องซึ่งคุณจะพบประสิทธิภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ICSI คืออะไร?
ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือหนึ่งในเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ หรือในคู่สมรสที่เคยทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
ใครเหมาะกับการทำ ICSI?
-
ฝ่ายชายมีปัญหาอสุจิ เช่น จำนวนน้อย เคลื่อนไหวช้า หรือรูปร่างผิดปกติ
-
เคยทำ IVF แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
-
มีความจำเป็นต้องใช้เทคนิคตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน (PGT-A)
-
คู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากไม่ทราบสาเหตุ
การทำ ICSI
- เริ่มจากการพบแพทย์ที่ดูแล เพื่อปรึกษาแนวทางการรักษา โดยตรวจร่างกายทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
- ขั้นตอนกระตุ้นไข่ (Ovarian Stimulation)
- ตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน (AMH)
- ทำอัลตราซาวด์ภายใน
- พร้อมกับฉีดฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ ในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน
- จากนั้นแพทย์จะนัดอัลตราซาวด์เพื่อดูการเจริญเติบโตของไข่ และตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะ โดยจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 8-10 วัน
- ขั้นตอนการเก็บไข่และสเปิร์ม แพทย์จะนัดหมายทำการเก็บไข่จากรังไข่จากฝ่ายหญิง ในขณะเดียวกัน ฝ่ายชายจะต้องเก็บสเปิร์ม ใช้เวลาเก็บไข่และสเปิร์มไม่เกิน 20-30 นาที
- เข้าสู่กระบวนการ ICSI เมื่อได้ไข่และสเปิร์มแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกสเปิร์มที่แข็งแรงที่สุด และใช้เข็มฉีดน้ำเชื้อดังกล่าวเข้าไปผสมกับไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ โดยทำการผสม สเปิร์ม 1 ตัว ต่อไข่ 1 ใบ ประมาณ 5-6 วัน (ขึ้นอยู่คุณภาพตัวอ่อนของแต่ละคน) จนได้ตัวอ่อนที่แข็งแรง
- ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เมื่อเกิดการปฏิสนธิไข่กับสเปิร์มจนเป็นตัวอ่อนแล้ว จะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฎิบัติการต่อจนเจริญเติบโต แบ่งเซลล์เป็น 6-8 เซลล์ ใช้เวลาประมาณ 3 วันหลังปฏิสนธิ และเจริญเติบโตเข้าสู่ระยะบลาสโตซีสต์ ใช้เวลาประมาณ 5-6 วันหลังปฏิสนธิ ด้วยกล้อง Embryoscope™ (ระบบตรวจจับความเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์) ซึ่งขึ้นอยู่คุณภาพตัวอ่อนของแต่ละคน จนได้ตัวอ่อนที่แข็งแรง
- ขั้นตอนตรวจโครโมโซมตัวอ่อน : ตัวอ่อนจะถูกดึงเซลล์ไปบางส่วน (biopsy) เพื่อนำไปตรวจโรคทางพันธุกรรม ***ขั้นตอนนี้ใช้ได้กับการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งเท่านั้น เนื่องจากต้องรอผลตรวจประมาณ 14 วัน***
- ขั้นตอนการย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer) เป็นการนำตัวอ่อนย้ายเข้าโพรงมดลูกด้วยการใส่เครื่องมือ เหมือนกับการตรวจภายใน ส่วนการใส่ตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก อาศัยเครื่องอัลตราซาวด์ในการบอกตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะวางตัวอ่อนในโพรงมดลูก ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีสามารถเลือกทำได้ 2 วิธีดังนี้
- ย้ายตัวอ่อนรอบสด เป็นการย้ายตัวอ่อนในรอบการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ จึงไม่มีการนำตัวอ่อนไปแช่แข็ง และไม่มีการเตรียมผนังมดลูก
- ย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง เป็นการย้ายตัวอ่อนในรอบที่มีการเตรียมผนังมดลูก โดยใช้ตัวอ่อนที่แช่แข็งมาละลาย แล้วจึงย้ายเข้าสู่โพรงมดลูกที่เตรียมพร้อมไว้
- หลังจากผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว จึงทดสอบการตั้งครรภ์ หลังการย้ายตัวอ่อนประมาณ 7-10 วัน และแพทย์จะนัดหมายมาตรวจอีกครั้งเป็นลำดับถัดไป เพื่อให้ว่าที่คุณแม่ได้เตรียมความพร้อมดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ข้อดีของการทำ ICSI
-
เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิสำเร็จ
-
สามารถใช้ในกรณีที่อสุจิมีน้อยมาก
-
ตัวอ่อนที่ได้สามารถตรวจโครโมโซมก่อนย้ายกลับโพรงมดลูก
-
สามารถแช่แข็งตัวอ่อนไว้ใช้ในอนาคตได้
ข้อควรรู้ก่อนทำ ICSI
เตรียมความพร้อมก่อนเข้ากระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย
การทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายชายมีอสุจิน้อยหรืออสุจิเคลื่อนไหวผิดปกติ ก่อนตัดสินใจทำ ICSI ควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด
อัตราความสำเร็จของ ICSI
อัตราการตั้งครรภ์หลังทำ ICSI ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะ อายุของฝ่ายหญิง และคุณภาพของไข่ เช่น
-
อายุไม่เกิน 35 ปี: โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 40%
-
อายุ 35–40 ปี: โอกาสประมาณ 20–30%
-
อายุเกิน 40 ปี: โอกาสลดลงเหลือประมาณ 10–15%
สรุป
ประสิทธิภาพ ของ ICSIถือเป็นแนวทางและจุดเด่นสำหรับผู้นำภาวะมีบุตรยากในการควบคุมที่ฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับอสุจิ หรือเคยทำเด็กหลอดแก้วแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการนี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงที่คุณสามารถดำเนินการ ICSI ได้อีกครั้ง?

English